ขอเถอะ 'แฟนบอลไทย' ถึงเวลาจะเปลี่ยนเป็นกำลังใจได้แล้วหรือยัง??

สืบเนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ทัพนักฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ตกแบ่งกลุ่มรอบแรก ของการแข่งขันฟุตบอลชาย กีฬา เอเชี่ยนส์เกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นความผิดหวังรอบ 24 ปี ที่เต็มไปด้วยความผิดของแฟนบอลชาวไทย จนนำไปสู่การระเบิดอารมณ์ลงบนแป้นพิมพ์อย่างเมามันบนโลกโซเชี่ยล ณ เวลานี้

ซึ่งล่าสุดเหล่าบรรดาแข้ง “ช้างศึก” ชุดนี้ก็ได้รับกระแสดังกล่าวไปแบบเต็มๆจนบางคนออกมาโพสต์ข้อความเชิงน้อยใจ บางคนเลือกที่จะระเบิดอารมณ์ตอบโต้แฟนด้วยความคิดและคำถามที่ว่า “ทำไมกูต้องมาเจอสิ่งเหล่านี้?? ในเมื่อก็พยายามอย่างเต็มที่ ลงเล่นอย่างสุดความสามารถ และทำทุกวิถีทางเพื่อจะนำผลการแข่งขันที่ดีที่สุดมาฝากพี่น้องแฟนบอลชาวไทย”

แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจคือเสียงก่นด่า บ้างก็ว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ บางก็ลุกลามจนถึงขั้นบุพการีของนักฟุตบอลที่ไม่ได้เกี่ยวของกับการแข่งขันครั้งนี้เลยด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายพอนักฟุตบอลบางรายโผล่ออกมาบนโลกโซเชี่ยล ก็กลับถูกยั่วยุปลุกปั่นจนอารมณ์ของเด็กหนุ่มเหล่านี้แตกพล่านเต็มไปด้วยความเดือดดาดจนถึงขั้นท้าตีท้าต่อยหนักกันไปใหญ่

บางคนก็เข้ามาด้วยความหวังดีที่เคลือบยาพิษ แคปข้อความเหล่านั้นออกมาเผยแพร่ บางคนเอามาเปรียบเทียบกับนักฟุตบอลอีกรุ่นพี่ว่า “ทำไมถึงก้มหน้าก้มตาเล่นฝึกซ้อมแล้วเอาผลงานบนสนามมาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น” ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันยิ่งไปสร้างแรงกดดัน ตอกย้ำ ตราหน้าว่า "พวกมึงทำอะไรก็ผิดกันเข้าไปอีก" แม้หลายคนจะเถียงว่าก็นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ??

ผมอยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิดแล้วลองมองย้อนดูตัวเราเองก่อนว่า "ยามที่เราทำผิดพลาดในหน้าที่การงานจนถูกเรียกเข้าที่ประชุมหรือถูกเรียกเพื่อว่ากล่าวตักเตือนนั้น มันจะมีซักกี่ครั้งที่เราพยายามก้มหน้าก้มตาเพื่อพิสูจน์ข้อผิดพลาดเหล่านั้นของเราตัวเองเพื่อให้คนอื่นได้เห็นถึงกันบ้างหล่ะ หลายครั้งที่ผมเห็นหลายคนนัดรวมตัวเพื่อหลบเลียแผลใจด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล

หลายคนก็เลือกโพสต์ด่าลอยๆบนเฟสบุ๊คเล่าถึงสิ่งที่ตัวเองต้องมาเจอ ความเคราะห์ร้าย-โชคร้ายต่างๆผ่านมุมมองสายตาตัวเอง หรือแม้กระทั่งจากคนรอบข้างที่เห็นด้วยเสียมากกว่า หนำซ้ำหากใครคิดต่างเห็นต่างก็มักโดนมองว่า เป็นพวกขี้ประจบสอพอบ้าง พวกขี้อิจฉาบ้างและสุดท้ายก็กลายเป็นศัตรู บางรายก็หนักกว่านั้นถึงขั้นหาพรรคพวกคอยตั้งแง่และนินทาว่าร้าย

ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้น กับน้องๆนักฟุตบอลเหล่านี้ ที่พวกเขาเองคงรู้สึกผิดหวังไม่ได้น้อยไปกว่าเรา เพราะพวกเขาเป็นคนลงเล่นเอง มิหนำซ้ำเมื่อเขาผิดหวังจากสิ่งที่พวกเขาทำอย่างเต็มที่ที่สุด พวกเขากลับถูกด่าถูกค่อนแคะจากแฟนบอลที่ไม่รู้ว่าหวังดี ประสงค์ร้าย ต่อพวกเขาเพียงมากน้อยเพียงใดด้วยการตอบสนองเพื่อความเกลียดชัง

ผมยอมรับว่าสิ่งที่น้องๆทำที่เลือกระบายความรู้สึกบนโซเชี่ยลเนตเวิร์ค มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องสักทีเดียวแต่ก็พอเข้าใจดีว่าสิ่งที่เขาทำไปก็เพียงเพราะ วุฒิภาวะ ภูมิต้านทาน กับ แรงกดดัน ของพวกเขานั้นมันมีเพียงเท่านี้จริงๆ ต้องไม่ลืมว่าด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิของพวกเขาที่มีเพียงแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้น การตอบสนองจึงออกมาทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรเป็นเช่นนี้

ต้องพูดกันตามตรงว่าผมรู้สึกสงสารน้องๆเหล่านี้มาก ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวลักษณะนี้เพียงลำพัง ทั้งที่ควรจะมีคุณหมอจิตแพทย์, รุ่นพี่ หรือ ผู้ใหญ่ ที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อนเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องกอดคอกันเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยที่พวกเขาคือตัวแทนของชาติเป็นเหยื่ออารมณ์ของสังคมที่ชอบการโยนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบกันเป็นชีวิตจิตใจ

อย่างที่เราเห็นผ่านจอโทรทัศน์พวกเขาก็พยายามทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกบอลมันเข้าไปซุกก้นตาข่าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าชาติอื่นๆเขาก็เตรียมตัวมาได้ดีจริงๆ และหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกนำกลับมาพัฒนาเแก้ไขกันใหม่ เพราะตอนนี้หลายๆอย่างก็มีการปรับปรุงแก้ไขกันใหม่ เพียงแต่อะไรอะไรมันยังไม่ใช่เมื่อวานนี้ แล้วก็วันนี้ ก็เท่านั้นเอง

สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกท่านเปลี่ยนมาให้กำลังใจกันดีกว่า แม้ว่ามันจะเจ็บปวดผิดหวังที่เราต้องมานั่งดูชาติอื่นๆในอาเซียนทั้ง เวียดนาม, มาเลเซีย และ อินโดเนเชีย (เจ้าภาพ) นั้นมีความสุขกับการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป แต่เชื่อผมเถอะว่าการให้กำลังใจมันไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยทำให้ใครต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร เพราะงั้นให้กำลังใจซักหน่อยมันจะเป็นอะไรไป

Mr.ห่าน